5 เรื่องจริงสุดทึ่งของ ‘งิ้ว’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้: ศิลปะบนเวทีที่มากกว่าการแสดง

เมื่อพูดถึง “งิ้ว” หรืออุปรากรจีน หลายคนคงนึกถึงภาพใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างวิจิตรตระการตา เครื่องแต่งกายสีสันสดใส และเสียงดนตรีประกอบการขับร้องอันเป็นเอกลักษณ์ แต่คุณเคยจินตนาการไหมว่าเบื้องหลังภาพจำที่เราคุ้นเคยนั้น คือโลกแห่งเรื่องราวอันน่าประหลาดใจ สัญลักษณ์ที่ซ่อนความหมายลึกซึ้ง และประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งที่น้อยคนจะเคยได้สัมผัส
บทความนี้จะพาคุณแง้มม่านเข้าไปสำรวจความจริง 5 ข้อที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับงิ้ว ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อศิลปะการแสดงโบราณแขนงนี้ไปตลอดกาล จากโศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าของเวทีไปจนถึงยุคทองที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางการกดขี่ นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1: เวทีงิ้วเกิดขึ้นจากการฆาตกรรม
คุณอาจแปลกใจที่ได้รู้ว่าเวทีงิ้วที่ยกพื้นสูงที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุฆาตกรรม ในอดีต งิ้วเคยทำการแสดงบนพื้นดินธรรมดาเหมือนการแสดงพื้นบ้านทั่วไป แต่เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมนี้ไปตลอดกาล
ในระหว่างการแสดงเรื่อง “งักฮุย” (ซวยงัก) ซึ่งมีฉากที่ตัวร้ายนามว่า “ฉิงไขว่” (Qin Kuai) วางแผนชั่วร้ายจนทำให้งักฮุยต้องถูกประหารชีวิต นักแสดงที่รับบทฉิงไขว่แสดงได้อย่างสมบทบาทจนผู้ชมคนหนึ่งอินไปกับเรื่องราวและหลงลืมไปว่านี่คือการแสดง เขาเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องจริง จึงกระโจนเข้าไปในวงแสดงแล้วใช้มีดพกแทงนักแสดงคนดังกล่าวจนถึงแก่ความตาย
นับจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คณะงิ้วต่างๆ จึงเริ่มสร้างเวทียกพื้นสูงขึ้นเพื่อป้องกันนักแสดงจากผู้ชมที่อาจมีอารมณ์ร่วมรุนแรงเกินไป เรื่องราวนี้เป็นเครื่องพิสูจน์อันน่าขนลุกถึงยุคสมัยที่เส้นแบ่งระหว่างการแสดงและความจริงนั้นบางเบาเสียจนความตายของตัวร้ายในละครถูกล้างแค้นด้วยเลือดเนื้อจริง และบีบให้ศิลปะแขนงนี้ต้อง “ยก” ตัวเองขึ้นเพื่อความอยู่รอดอย่างแท้จริง
2: โลกทั้งใบจากโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว
ในขณะที่ละครเวทีตะวันตกมักทุ่มทุนสร้างฉากให้สมจริงที่สุด งิ้วกลับเลือกเดินทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง หัวใจของฉากงิ้วคือความเรียบง่ายและการใช้สัญลักษณ์ โดยอุปกรณ์หลักบนเวทีมักมีเพียง “โต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว” เท่านั้น
แต่อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นนี้สามารถเนรมิตโลกทั้งใบขึ้นมาได้ด้วยจินตนาการของผู้ชมและทักษะของนักแสดง
- โต๊ะและเก้าอี้ สามารถแทนได้ทั้งห้องโถงใหญ่ในราชสำนัก โรงเรียน หรือแม้แต่ศาลตัดสินคดี
- หากนำ เก้าอี้ไปวางซ้อนบนโต๊ะ มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของที่ราบสูงหรือเนินเขาทันที
นอกจากนี้ งิ้วยังใช้อุปกรณ์สัญลักษณ์อื่นๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราว เช่น การใช้ธง
- ธงที่วาดรูปล้อรถ หมายถึง รถม้า
- ธงสีขาววาดเป็นรูปคลื่น หมายถึง ท้องทะเล
- ธงสีดำวาดเป็นรูปคลื่น หมายถึง พายุลมแรง
สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการสร้างฉากจากความว่างเปล่า เนื่องจากบนเวทีไม่มีอุปกรณ์ประกอบฉากที่สมจริงอย่างประตู นักแสดงจึงต้องแสดงท่าทางให้ผู้ชมรู้ว่ากำลังเดินผ่านประตูที่ไม่มีอยู่จริง เช่น การทำท่ายกเท้าเหมือนกำลังก้าวข้ามธรณีประตู นี่คือการทำสัญญาใจระหว่างผู้แสดงและผู้ชมเพื่อสร้างโลกในจินตนาการร่วมกัน โดยภาระในการสร้างโลกทั้งใบไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายฉาก แต่ตกอยู่บนบ่าของนักแสดงที่ต้องใช้ทักษะทำให้ผู้ชม “เห็น” ในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

3: เครื่องแต่งกายคือรหัสลับที่บอกทุกอย่าง
เครื่องแต่งกายและเครื่องแต่งหน้าอันหรูหราอลังการของงิ้วไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “รหัสลับ” หรือภาษาสัญลักษณ์ที่สื่อสารข้อมูลสำคัญของตัวละครให้ผู้ชมเข้าใจได้ทันที ตั้งแต่สถานะทางสังคม อุปนิสัย ไปจนถึงบทบาทในท้องเรื่อง การเข้าใจรหัสเหล่านี้จะทำให้การชมงิ้วมีอรรถรสขึ้นอย่างมหาศาล
ตัวอย่างรหัสลับที่คุณสามารถถอดความได้จากการสังเกต:
- สีสัน: สีเหลืองสงวนไว้สำหรับจักรพรรดิเท่านั้น สีแดงหมายถึงตัวละครที่ดีและมียศศักดิ์สูง ส่วนสีดำนั้นซับซ้อนอย่างน่าประหลาด เพราะอาจหมายถึงชายที่โหดเหี้ยมก้าวร้าว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นเพียงชุดของชาวบ้านธรรมดา หรือแม้กระทั่งหมายถึงหญิงสาวผู้มีคุณธรรมและความถ่อมตน
- ลวดลาย: ลายมังกรคือสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ, หงส์ใช้กับสตรีสูงศักดิ์และหมายถึงสันติภาพ, เสือคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความกล้าหาญของแม่ทัพ, ส่วนค้างคาวกลับเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี เพราะคำว่า “ค้างคาว” ในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่า “โชคลาภ”
นอกจากนี้ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างปีกหมวกขุนนางก็ยังมีความหมายซ่อนอยู่ ปีกหมวกที่มีลักษณะยาวและโค้งหมายถึงขุนนางชั้นสูง ในขณะที่ปีกหมวกทรงกลมจะใช้สำหรับขุนนางชั้นล่าง
อย่างไรก็ตาม การยึดติดกับความสมจริงทางประวัติศาสตร์มากเกินไปก็อาจเป็นภัยได้เช่นกัน ดังเช่นเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ชิง ที่นักแสดงตัวตลกสองคนสวมหมวกขุนนางที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์จริงในการแสดง ผลคือขุนนางตัวจริงในกลุ่มผู้ชมไม่พอใจ หาว่าเป็นการล้อเลียนและหมิ่นประมาท จนเจ้าของคณะงิ้วถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายงิ้วเป็นภาษาเชิงสัญลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่การจำลองประวัติศาสตร์แบบตรงไปตรงมา
4: หัวใจสำคัญคือการ “ฟัง” ไม่ใช่แค่การ “ดู”
สำหรับผู้ชมงิ้วในยุคปัจจุบัน การติดตามเนื้อเรื่องอาจเป็นเป้าหมายหลัก แต่สำหรับผู้ชมงิ้วแบบดั้งเดิมแล้ว เป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าคือการ “ฟัง” ความไพเราะและชื่นชมทักษะการขับร้องของนักแสดง
การขับร้องถือเป็นหัวใจของอุปรากรจีน นักแสดงไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่าเรื่อง แต่เป็น “นักร้องเสียงทอง” ที่ต้องถ่ายทอดอารมณ์ผ่านท่วงทำนองต่างๆ ที่ถูกกำหนดไว้อย่างซับซ้อน เช่น ทำนอง เอ้อร์หวง (er huang) ที่ใช้เพื่อแสดงความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจโดยเฉพาะ
มุมมองนี้เปลี่ยนนิยามของ “การแสดงที่ดี” ไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับพล็อตเรื่องที่หักมุมเสมอไป แต่คือความสามารถในการใช้เสียงได้อย่างไพเราะและถูกต้องตามขนบ ทำให้นักแสดงงิ้วเปรียบได้กับศิลปินโอเปร่าระดับปรมาจารย์ที่ผู้ชมยอมจ่ายเงินเข้ามาเพื่อฟังศิลปะแห่งเสียงอันบริสุทธิ์ มากกว่าจะเป็นเพียงนักแสดงที่บอกเล่าเรื่องราวเท่านั้น
5: ยุคทองของบทละครถือกำเนิดจากการถูกกดขี่
หนึ่งในเรื่องราวที่น่าทึ่งและย้อนแย้งที่สุดในประวัติศาสตร์งิ้ว เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวมองโกลเข้าปกครองประเทศจีน
เมื่อมองโกลยึดอำนาจ พวกเขาได้ยกเลิกระบบการสอบจอหงวน ซึ่งเป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการที่สืบทอดมายาวนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้บัณฑิตและปัญญาชนผู้มีความรู้ความสามารถจำนวนมหาศาลต้องตกงานและไร้ซึ่งหนทางในการรับราชการ
แต่แทนที่จะสิ้นหวัง ปัญญาชนเหล่านี้กลับผันตัวเองเข้าสู่วงการวรรณกรรม และใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีในการ “เขียนบทละคร” พวกเขาระบายความคับข้องใจและความรังเกียจที่มีต่อผู้ปกครองชาวมองโกลผ่านบทละคร โดยสอดแทรกนัยยะและสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากทางการ
นี่คือความย้อนแย้งอันน่าทึ่งของประวัติศาสตร์: การที่ผู้ปกครองต่างชาติพยายามจะปิดปากเหล่าปัญญาชนในแวดวงการเมือง กลับกลายเป็นการปลดปล่อยเสียงที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขาให้ดังกึกก้องอยู่บนเวทีละคร เปลี่ยนยุคแห่งการกดขี่ให้กลายเป็นยุคทองที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดสำหรับวรรณกรรมการละครในประวัติศาสตร์จีน
งิ้วไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง โศกนาฏกรรมอันลึกซึ้ง และภาษาสัญลักษณ์ที่รอให้เราไปถอดรหัส ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เวที เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงท่วงทำนองการขับร้อง ล้วนมีเรื่องราวซ่อนอยู่

















