ค้าปลีกไทย 2026: ยุครายได้หดแต่กำไรพุ่ง! SME เร่งปรับตัวก่อน “ตับทรุด” ด้วย Omnichannel

ธุรกิจค้าปลีกไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะ “หัวเลี้ยวหัวต่อ” อย่างแท้จริง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เป้าหมายหลักคือการประคองตัวและการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งทุนใหญ่และทุนต่างชาติ แม้ภาพรวมรายได้จะดูเหมือนลดลง แต่ตัวเลขกำไรสุทธิกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ถึง 23.40% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยเริ่ม “ปรับตัว” และหันมาบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างยอดเยี่ยม
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างถาวร โดยให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “ความสะดวกสบาย” เป็นที่ตั้ง ร้านค้าออฟไลน์แบบเดิมๆ เริ่มอยู่ยากหากไม่มีช่องทางออนไลน์รองรับ ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับร้านค้าในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์และอาหาร
หัวใจสำคัญของการอยู่รอดในยุคนี้ไม่ใช่การขยายสาขาให้มากที่สุด แต่คือการ “ปรับโครงสร้างธุรกิจ” โดยใช้ข้อมูล (Data) และ AI เข้ามาสร้างประสบการณ์แบบ Omnichannel เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงใจลูกค้าให้แม่นยำที่สุด

“ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าว
ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลเชิงลึกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ อธิบดีพูนพงษ์ รายงานข้อมูลต่อสื่อมวลชน ที่สรุปภาพรวมในปี 2568 พบตัวเลขที่น่าสนใจมากครับ คือ ในปี 2567 รายได้รวมลดลงถึง 20.92% แต่กำไรกลับพุ่งขึ้น! นี่คือสัญญาณบอกว่า “หมดยุคขายเอามัน แต่ต้องขายเอาเงิน” มาลองแยกส่วนวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบและเห็นถึงโอกาสที่แฝงอยู่

- “สาย Tech และเจ้าพ่อ Data เตรียมรับทรัพย์: ใครบ้างที่ได้ประโยชน์เต็มๆ จากจุดเปลี่ยนนี้?”
กลุ่มแรกที่ยิ้มออกคือ SME ที่ปรับตัวสู่โลกดิจิทัลได้เร็ว เมื่อผู้บริโภคสายเปรียบเทียบราคามาเจอกับร้านค้าที่มีระบบหลังบ้านแน่นๆ มีการเก็บข้อมูลลูกค้า (CRM) จะได้เปรียบมาก
- SME สาย Omnichannel: ใครที่มีหน้าร้านไว้ให้ลูกค้า “สัมผัส” แล้วมีออนไลน์ไว้ให้ “สั่งซื้อ” จะได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ เพราะสถิติบอกว่าร้านค้าออนไลน์อย่างเดียวก็แทนที่ออฟไลน์ไม่ได้ 100% แต่การรวมสองโลกเข้าด้วยกันคือ “มาตรฐานใหม่”
- ธุรกิจในเมืองท่องเที่ยว: พื้นที่อย่างภูเก็ต เชียงใหม่ หรือย่านสุขุมวิท จะได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยอมเปย์ให้กับสินค้าที่มี Story และความสะดวกสบาย
- ธุรกิจขนาดเล็ก (Micro SME): อย่าเพิ่งตกใจไปครับ แม้รายใหญ่จะคุมตลาด แต่ธุรกิจขนาดเล็กที่มีความคล่องตัว (Agility) สูง มีต้นทุนต่ำ และใช้ AI ช่วยทำงาน (เช่น ตอบแชทอัตโนมัติ, ยิงแอดแบบแม่นยำ) จะสามารถทำกำไรต่อหน่วยได้สูงกว่ายักษ์ใหญ่ด้วยซ้ำ
- “ระวังโดนคลื่นซัดหาย! กลุ่มที่ต้องรีบปรับตัวก่อนจะสายเกินแก้”
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “ร้านค้าดั้งเดิมที่หยุดนิ่ง”
- ร้านค้าที่เน้นแค่ ‘ราคา’ แต่ไร้ ‘คุณค่า’: ในปี 2026 ถ้าคุณสู้ด้วยราคาอย่างเดียว คุณจะแพ้ทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะจากจีนที่เข้ามาลงทุนเป็นอันดับ 2) ที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า หากไม่มีจุดต่างด้านบริการหรือเอกลักษณ์ คุณจะโดนเบียดตกขอบสนาม
- ธุรกิจที่มีหนี้สูงและบริหารต้นทุนไม่เป็น: ตัวเลขการจดทะเบียนเลิกธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเป็น 332 ราย (ในช่วง 11 เดือน) สะท้อนว่าคนที่บริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) พลาด จะโดนต้นทุนที่พุ่งสูงเล่นงานจน “กระเป๋าฉีก”
- ธุรกิจที่ไม่เก็บข้อมูลลูกค้า: การตลาดแบบ “หว่านแห” จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ใครที่ยังไม่รู้ว่าลูกค้าประจำคือใคร ชอบซื้ออะไร วันๆ หนึ่งลูกค้าเดินเข้าร้านกี่คน คุณกำลังเสียโอกาสทองไปแบบฟรีๆ
- “ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่: โอกาสทองจากข้อมูลที่หลายคนมองข้าม”
หากพิจารณาจากข่าว ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ นี้บอกเราว่านักลงทุนจาก ญี่ปุ่น, จีน และสิงคโปร์ เข้ามาลงทุนรวมกันกว่า 50% ของทุนต่างชาติทั้งหมด นี่คือสัญญาณบอกโอกาส
- โอกาสจากการเป็น Partner กับทุนต่างชาติ: ทุนเหล่านี้มักมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการชั้นยอด SME ไทยสามารถเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่เน้นนวัตกรรมจากประเทศเหล่านี้ได้
- Hyper-Local Convenience: สถิติบอกว่าร้านสะดวกซื้อและมินิมาร์ทยังโตได้ดี โอกาสอยู่ที่การสร้าง “สินค้าชุมชนที่ดูแพง” ไปวางขายในเชลฟ์เหล่านี้ หรือการทำธุรกิจ Delivery ระยะสั้นในพื้นที่ (Last-mile delivery) ที่ส่งถึงมือลูกค้าใน 15 นาที
- Value for Money Solutions: สินค้าที่ช่วยให้ผู้บริโภค “ประหยัดเงินในระยะยาว” เช่น สินค้าแบบเติม (Refill), สินค้าที่มีความทนทานสูง หรือบริการซ่อมแซมและดูแลหลังการขาย จะเป็นที่ต้องการมากในภาวะที่คนระมัดระวังการใช้จ่าย
“กำไร” สวนทางกับ “รายได้”?
จากการรวบรวมข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่รายงานถึงด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการ “Lean ธุรกิจ” คือทางรอดที่แท้จริง ผู้ประกอบการเริ่มตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้ง หันมาใช้เทคโนโลยีลดคน และเน้นขายสินค้าที่มี Margin (กำไรส่วนต่าง) สูงขึ้น แทนการขายปริมาณมากแต่กำไรบางเฉียบ
5 ขั้นตอน “ปฏิรูป” ร้านค้าของคุณให้ดูแพงและอยู่รอดในปี 2026
เพื่อให้บทความนี้ใช้งานได้จริง ขอสรุป Action Plan มาให้คุณผู้อ่าน นำไปปรับแต่งต่อยอดในการบริหารจัดการ
- เชื่อมต่อโลก (Omnichannel Integration): ถ้ามีหน้าร้าน ต้องมีเพจ/Line OA/TikTok ถ้ามีออนไลน์ ต้องหาจุดรับสินค้าที่สะดวก (Click & Collect) เพื่อลดค่าส่งและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
- ใช้ AI เป็นพนักงานประหยัดค่าแรง: เดี๋ยวนี้ AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ช่วยตอบคำถามลูกค้า หรือแม้แต่ช่วยออกแบบอาร์ตเวิร์กสวยๆ ได้ฟรีหรือราคาถูกมาก ช่วยลดต้นทุน Fix Cost ได้มหาศาล
- โฟกัสที่ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ใช่ ‘ของถูก’: สื่อสารให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าของคุณช่วยเขาแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือประหยัดเงินในระยะยาวแค่ไหน (Value-based Selling)
- เกาะกระแสท่องเที่ยว: หากร้านอยู่ในย่านที่มีนักท่องเที่ยว ให้เพิ่มป้ายภาษาอังกฤษ/จีน หรือรับชำระเงินผ่านระบบสากล และจัดเซตสินค้าที่เป็นของฝากที่พกพาสะดวก
- บริหารสต็อกด้วยข้อมูล: เลิกสั่งของตามความรู้สึก แต่ให้ดูสถิติว่าอะไรขายออกเร็ว อะไรจมทุน สต็อกที่ค้างคือเงินที่หายไปครับ

“จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากเรายอมรับว่าโลกเก่ามันไปแล้ว และโลกใหม่ต้องการคนที่ “เก่งเทคโนโลยี” ผสมกับ “มีความเห็นอกเห็นใจลูกค้า”
การที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมาแนะให้ปรับโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันคือการเตือนสติให้เราหยุดวิ่งไล่ตามยอดขายที่จับต้องไม่ได้ แล้วหันมาโฟกัสที่ “กำไรที่ยั่งยืน” และ “ความพึงพอใจของลูกค้า” แทน
“ความอยู่รอดของค้าปลีกไทยปี 2026 คือการเปลี่ยนจาก ‘การไล่ล่าสาขา’ มาเป็น ‘การไล่ล่าข้อมูล’ เพื่อสร้างกำไรผ่านการบริหารต้นทุนที่ชาญฉลาดและการตลาดแบบไร้รอยต่อ

















