พลิกโฉมสาธารณสุขไทย! สวทช. ส่ง ‘Traffy Fondue – AI’ เสริมทัพกรมควบคุมโรค สกัดโรคอุบัติใหม่ทั่วประเทศ

สธ.-อว. ผนึกกำลังพลิกโฉมสาธารณสุขไทย! ยกระดับการป้องกันโรคด้วย AI และนวัตกรรมอัจฉริยะ
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่โรคอุบัติใหม่และภัยคุกคามทางสุขภาพมีความซับซ้อนขึ้น การทำงานแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ ล่าสุด กรมควบคุมโรค ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเข้ากับงานสาธารณสุข มุ่งเป้าสร้างระบบเฝ้าระวังที่แม่นยำและทันสมัยที่สุดในภูมิภาค
เปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก” ด้วยฐานข้อมูลดิจิทัล


นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ กรมควบคุมโรคเร่งขับเคลื่อนสู่การเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรม” (Innovation Organization) > “ความร่วมมือกับ สวทช. คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เราเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับเป็นการเชิงรุก เราจะใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และงานวิจัยเชิงประจักษ์ มาเป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชน” อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ
เปิด 8 ผลงานโบแดง: รากฐานนวัตกรรมสู้ภัยสุขภาพ
ที่ผ่านมา สวทช. และกรมควบคุมโรค ได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่พิสูจน์ผลลัพธ์มาแล้วในวิกฤตการณ์จริง อาทิ:
- ระบบทันระบาด TanRabad แอปฯ สำรวจลูกน้ำยุงลายแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงไข้เลือดออกทันที
- IAAM ระบบยืนยันตัวตนและจัดการสิทธิ์แบบ Zero Trust ใช้หลัก 4W และโมเดล ABAC เพื่อรองรับการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารโรคติดต่อ
- BigStream แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับ Big Data และ Open Data รวมถึง IoT เพื่อบริหารงานข้อมูลสุขภาพ
- INTERVAC ระบบ “วัคซีนพาสปอร์ต” สำหรับออกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนแบบดิจิทัล เริ่มใช้ช่วง
โควิด19 - DDC-Care Platform แพลตฟอร์มติดตามสุขภาพผู้เสี่ยงโรคติดต่อ ใช้เฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ เช่น โควิด19 และโรคปอดอักเสบ
- INTERVAC TUC ระบบบันทึกและตรวจสอบใบรับรองวัคซีนหลายชนิดที่เดินทางระหว่างประเทศ พร้อมเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของระบบ
- โครงการพัฒนาระบบจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ใช้งานระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการกับศูนย์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยืนยันตัวตนดิจิทัล ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และเพิ่มความปลอดภัย
- NCD Public BP / Health Station ระบบสถานีดูแลสุขภาพชุมชน เพื่อคัดกรองและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคความดันและเบาหวาน
เปลี่ยนผ่านสู่ Smart Community Health

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ย้ำเจตนารมณ์ในการ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โดยความร่วมมือครั้งใหม่นี้จะเน้นเทคโนโลยีที่ใกล้ชิดชุมชน (Smart Community Health) มากขึ้น อาทิ
1) Traffy Fondue ระบบรับแจ้งเหตุ ตรวจสอบ ติดตามการรายงานปัญหาในชุมชน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อโรค ประโยชน์คือช่วยให้ประชาชนสามารถรายงานปัญหาสาธารณสุขผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทันที ทำให้หน่วยงานสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว
2) OV-ATK ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับแบบรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 10 นาที พัฒนาโดยคนไทยและผลิตในประเทศ ประโยชน์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและตรวจโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยง ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการตรวจ
3) Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มบริการด้านการแพทย์ดิจิทัล ร่วมพัฒนากับ สปสช. และหน่วยบริการสาธารณสุขในชุมชน ประกอบด้วย 3 ระบบย่อย A-MED, iDEMS, ThaiSook ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยระยะไกล และพัฒนาระบบแพทย์แม่นยำแห่งชาติ Genomics Thailand วิจัยทางการแพทย์จีโนมิกส์ วิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมและคลินิกของคนไทย ประโยชน์ในด้านการสนับสนุนแนวทางการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพเฉพาะบุคคล Biomarker Sensor พัฒนาเซนเซอร์ตรวจสารชีวภาพ เช่น อัลบูมิน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงโรคจากสัญญาณชีวภาพ ประโยชน์สำหรับใช้ตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติในร่างกายได้รวดเร็ว และช่วยลดค่ารักษาในระยะยาว
4) ระบบคุณภาพการให้บริการ EnvOcc เฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ โครงการติดตามสุขภาพคนทำงาน ตั้งเป้า 2,000 โรงพยาบาล รายงานผลของแรงงานกว่า 500,000 คนต่อปี ประโยชน์ในการช่วยให้สามารถติดตามและป้องกันโรคจากการทำงานได้แม่นยำ ปกป้องสุขภาพแรงงานไทย
โดยในวันนี้ได้มีการนำแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” มาปรับใช้รับแจ้งเหตุและเฝ้าระวังสุขภาพคนเมือง การพัฒนาชุดตรวจโรคที่รู้ผลไวและแม่นยำเพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ ‘สุขภาพชุมชนอัจฉริยะ’ หรือ Smart Community Health อย่างแท้จริง

โมเดลบูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ
ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่พัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนา “ศักยภาพบุคลากร” ให้มีทักษะข้ามสายงาน (Cross-functional Skills) ระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพในอนาคต
นี่คือย่างก้าวสำคัญของประเทศไทยในการใช้ “นวัตกรรมนำหน้า” เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรค และยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง

















